ใครบ้างต้องทำ “คาร์บอนฟุตพริ้นท์”?
อัพเดทล่าสุด: 27 ก.ย. 2026
31 ผู้เข้าชม

ใครบ้างต้องทำ “คาร์บอนฟุตพริ้นท์”?
ไม่ใช่ทุกธุรกิจต้องทำวันนี้ แต่ธุรกิจที่รอ…อาจต้องจ่ายแพงกว่าในวันหน้า
คำว่า Carbon Footprint กำลังเปลี่ยนจากเรื่องของฝ่ายสิ่งแวดล้อม มาเป็นข้อมูลทางธุรกิจที่ผู้บริหารต้องรู้
เพราะการวัด Carbon Footprint for Organization (CFO) ไม่ได้มีไว้แค่บอกว่าองค์กรปล่อยคาร์บอนเท่าไร แต่ช่วยให้เห็นว่า “คาร์บอนเกิดตรงไหน” ตั้งแต่พลังงาน การผลิต การเดินทาง ไปจนถึงกิจกรรมในห่วงโซ่อุปทาน โดย อบก. ระบุว่า CFO สามารถใช้เป็นฐานในการตั้งเป้าหมายและวางมาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมถึงช่วยค้นหาแหล่งปล่อยที่เป็นจุดสำคัญขององค์กรได้
แล้วใครควรเริ่มก่อน?
1. ธุรกิจที่ส่งออกไปยุโรป
โดยเฉพาะสินค้าที่อยู่ภายใต้ CBAM เช่น เหล็กและเหล็กกล้า อะลูมิเนียม ปูนซีเมนต์ ปุ๋ย ไฟฟ้า และไฮโดรเจน เพราะตั้งแต่ 1 มกราคม 2026 CBAM เข้าสู่ระยะบังคับใช้ และผู้นำเข้าสินค้าใน EU ต้องรายงานการปล่อยคาร์บอนที่ฝังอยู่ในสินค้าและมีภาระเกี่ยวกับใบรับรอง CBAM ตามเกณฑ์ที่กำหนด
2. โรงงานและธุรกิจที่ใช้พลังงานสูง
เพราะการวัดคาร์บอนทำให้เห็น “จุดรั่วไหล” ของพลังงานและกระบวนการผลิตได้ชัดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นไฟฟ้า เชื้อเพลิง การขนส่ง หรือกิจกรรมอื่น ๆ ซึ่งสามารถนำข้อมูลไปใช้ประกอบแผนลดต้นทุนและลดการปล่อยได้
3. บริษัทที่อยู่ใน Supply Chain ขององค์กรขนาดใหญ่
แม้บริษัทของคุณไม่ได้ส่งออกเอง แต่ถ้าลูกค้าหรือคู่ค้ารายใหญ่เริ่มขอข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การมีข้อมูลที่เป็นระบบก็กลายเป็นแต้มต่อในการรักษาความสัมพันธ์ทางธุรกิจ
4. ธุรกิจที่กำลังขยายตลาดและต้องการข้อมูล ESG
CFO ไม่ได้จำกัดเฉพาะโรงงาน อบก. ระบุว่าสามารถประยุกต์ใช้กับทั้งภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม และภาคบริการได้
แล้วประเทศไทยกำลังไปทางไหน?
ไทยกำลังเดินหน้าเข้าสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ โดย ร่าง พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อยู่ระหว่างการพิจารณารายมาตรา และภาครัฐกำลังผลักดันกลไกด้านการรายงาน การลดก๊าซเรือนกระจก และราคาคาร์บอน โดยกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศฯ ระบุว่าแนวทางดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว
ที่น่าสนใจคือข้อมูลของ อบก. แสดงให้เห็นว่าการรับรอง คาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร มีการขยายตัวต่อเนื่อง โดยปีงบประมาณ 2569 มีองค์กรที่ได้รับการรับรอง 1,293 แห่ง และยอดสะสมตั้งแต่ปี 2557 อยู่ที่ 2,285 องค์กร
แล้ว “คุ้มค่าใช้จ่าย” ไหม?
คำตอบอาจไม่ใช่ “คุ้มทุกบริษัท” แต่คือ “คุ้มเมื่อข้อมูลคาร์บอนถูกนำไปใช้ต่อ”
ถ้าวัดแล้วนำข้อมูลไปลดพลังงาน ลดการใช้เชื้อเพลิง ปรับกระบวนการผลิต เตรียมข้อมูลให้คู่ค้า หรือรองรับตลาดส่งออก ต้นทุนการทำ CFO จึงไม่ได้เป็นเพียงค่าใช้จ่ายด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็น ต้นทุนเพื่อสร้างข้อมูลสำหรับการตัดสินใจทางธุรกิจ
เพราะในโลกธุรกิจคาร์บอนต่ำ คำถามอาจไม่ใช่ “ทำ CFO แล้วเสียเงินเท่าไร?” แต่คือ “ถ้าไม่มีข้อมูลคาร์บอน เราอาจเสียโอกาสทางธุรกิจไปเท่าไร?”
แหล่งอ้างอิง: องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (TGO), กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (DCCE), European Commission – CBAM.
ข้อมูล Carbon Footprint for Organization — TGO
ไม่ใช่ทุกธุรกิจต้องทำวันนี้ แต่ธุรกิจที่รอ…อาจต้องจ่ายแพงกว่าในวันหน้า
คำว่า Carbon Footprint กำลังเปลี่ยนจากเรื่องของฝ่ายสิ่งแวดล้อม มาเป็นข้อมูลทางธุรกิจที่ผู้บริหารต้องรู้
เพราะการวัด Carbon Footprint for Organization (CFO) ไม่ได้มีไว้แค่บอกว่าองค์กรปล่อยคาร์บอนเท่าไร แต่ช่วยให้เห็นว่า “คาร์บอนเกิดตรงไหน” ตั้งแต่พลังงาน การผลิต การเดินทาง ไปจนถึงกิจกรรมในห่วงโซ่อุปทาน โดย อบก. ระบุว่า CFO สามารถใช้เป็นฐานในการตั้งเป้าหมายและวางมาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมถึงช่วยค้นหาแหล่งปล่อยที่เป็นจุดสำคัญขององค์กรได้
แล้วใครควรเริ่มก่อน?
1. ธุรกิจที่ส่งออกไปยุโรป
โดยเฉพาะสินค้าที่อยู่ภายใต้ CBAM เช่น เหล็กและเหล็กกล้า อะลูมิเนียม ปูนซีเมนต์ ปุ๋ย ไฟฟ้า และไฮโดรเจน เพราะตั้งแต่ 1 มกราคม 2026 CBAM เข้าสู่ระยะบังคับใช้ และผู้นำเข้าสินค้าใน EU ต้องรายงานการปล่อยคาร์บอนที่ฝังอยู่ในสินค้าและมีภาระเกี่ยวกับใบรับรอง CBAM ตามเกณฑ์ที่กำหนด
2. โรงงานและธุรกิจที่ใช้พลังงานสูง
เพราะการวัดคาร์บอนทำให้เห็น “จุดรั่วไหล” ของพลังงานและกระบวนการผลิตได้ชัดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นไฟฟ้า เชื้อเพลิง การขนส่ง หรือกิจกรรมอื่น ๆ ซึ่งสามารถนำข้อมูลไปใช้ประกอบแผนลดต้นทุนและลดการปล่อยได้
3. บริษัทที่อยู่ใน Supply Chain ขององค์กรขนาดใหญ่
แม้บริษัทของคุณไม่ได้ส่งออกเอง แต่ถ้าลูกค้าหรือคู่ค้ารายใหญ่เริ่มขอข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การมีข้อมูลที่เป็นระบบก็กลายเป็นแต้มต่อในการรักษาความสัมพันธ์ทางธุรกิจ
4. ธุรกิจที่กำลังขยายตลาดและต้องการข้อมูล ESG
CFO ไม่ได้จำกัดเฉพาะโรงงาน อบก. ระบุว่าสามารถประยุกต์ใช้กับทั้งภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม และภาคบริการได้
แล้วประเทศไทยกำลังไปทางไหน?
ไทยกำลังเดินหน้าเข้าสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ โดย ร่าง พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อยู่ระหว่างการพิจารณารายมาตรา และภาครัฐกำลังผลักดันกลไกด้านการรายงาน การลดก๊าซเรือนกระจก และราคาคาร์บอน โดยกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศฯ ระบุว่าแนวทางดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว
ที่น่าสนใจคือข้อมูลของ อบก. แสดงให้เห็นว่าการรับรอง คาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร มีการขยายตัวต่อเนื่อง โดยปีงบประมาณ 2569 มีองค์กรที่ได้รับการรับรอง 1,293 แห่ง และยอดสะสมตั้งแต่ปี 2557 อยู่ที่ 2,285 องค์กร
แล้ว “คุ้มค่าใช้จ่าย” ไหม?
คำตอบอาจไม่ใช่ “คุ้มทุกบริษัท” แต่คือ “คุ้มเมื่อข้อมูลคาร์บอนถูกนำไปใช้ต่อ”
ถ้าวัดแล้วนำข้อมูลไปลดพลังงาน ลดการใช้เชื้อเพลิง ปรับกระบวนการผลิต เตรียมข้อมูลให้คู่ค้า หรือรองรับตลาดส่งออก ต้นทุนการทำ CFO จึงไม่ได้เป็นเพียงค่าใช้จ่ายด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็น ต้นทุนเพื่อสร้างข้อมูลสำหรับการตัดสินใจทางธุรกิจ
เพราะในโลกธุรกิจคาร์บอนต่ำ คำถามอาจไม่ใช่ “ทำ CFO แล้วเสียเงินเท่าไร?” แต่คือ “ถ้าไม่มีข้อมูลคาร์บอน เราอาจเสียโอกาสทางธุรกิจไปเท่าไร?”
แหล่งอ้างอิง: องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (TGO), กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (DCCE), European Commission – CBAM.
ข้อมูล Carbon Footprint for Organization — TGO
บทความที่เกี่ยวข้อง
โลกหมุนไว วิกฤตมาเร็วกว่าเดิมสิบเท่า—ยุคนี้แค่ “ชี้แจงเก่ง” ไม่พออีกต่อไป แต่ต้อง “ชิงพูดก่อน” ถึงจะรอด
24 ก.ย. 2026
จาก “คนคิด คนทำ คนตัดต่อ” สู่ยุคที่มี AI เป็นทีมงานข้างกาย
27 ก.ย. 2026
ในยุคที่โลกทำงานหมุนเร็วและเต็มไปด้วยความหลากหลาย ปัญหา "คุยกันไม่รู้เรื่อง" หรือ "ทำงานไม่เข้าขา" กลายเป็นอุปสรรคสำคัญที่ฉุดรั้งองค์กร การเข้าใจเพียง "งาน" จึงไม่พอ แต่การ "เข้าใจคน" คือหัวใจสำคัญของการสร้างทีมที่แข็งแกร่งและมีประสิทธิภาพสูงสุด
25 ก.ย. 2026


